Gunrapree.com
Horticultural & Agricutural Gunrapree garden group Dates Employed Nov 2011 – Present Employment Duration •6 yrs Location Thailand Horticultural and agricultural development in an integrated ecosystem-oriented applications. Molecular ecophysiology (stress physiology: light, temperature, oxygen deficiency, drought, salt, heavy metals, xenobiotica and biotic stress factors) Autecology (whole plant ecology: thermal balance, water, nutrient, carbon relations) Ecosystem ecology (plants as part of ecosystems, element cycles, biodiversity) Synecology (development of vegetation in time and space, interactions between vegetation and the abiotic and biotic environment) Global aspects of plant ecology (global change, global biogeochemical cycles, land use, international conventions, socio-economic interactions) Garden/Farm-Fruit - vegetable plots - land - rice - fish - flowers, economy, etc. species. Genetic improvement and development of areas suitable for the area in January and the other regions. Project Planning Dates Employed Oct 2011 – Present Employment Duration •6 yrs 1 mo Location The Individual and Its Environment Part I. The Individual and Its Environment 2. Photosynthesis and the Light Environment •The Process of Photosynthesis •Photosynthetic Rates ◦Limitations Caused by Light Levels ◦Limitations on Carbon Uptake ◦Variation in Photosynthetic Rates Within and Between Habitats •The Three Photosynthetic Pathways ◦C3 Photosynthesis ◦C4 Photosynthesis ◦Crassulacean Acid Metabolism (CAM Photosynthesis) •Evolution of the Three Photosynthetic Pathways ◦Phylogeny of the Photosynthetic Pathways ◦Photosynthesis through Evolutionary Time •Growth Form, Phenology, and Distribution of C3, C4, and CAM Plants ◦Growth Forms and Habitats ◦Phenology ◦Geographic Distributions •Adaptations to the Light Environment ◦Sun and Shade Leaves ◦Species’ Adaptations to High-Light and Low-Light Habitats ◦Do Sun and Shade Adaptations Exist Within Species? ◦Day Length: Responses and Adaptations •Summary •Additional Readings •Questions •BOX 2A. Photorespiration •BOX 2B. Stable Isotopes and Photosynthesis •BOX 2C. Leaf Iridescence and Structural Coloration The Ecology of Plants The Ecology of Plants •Ecology as a Science ◦The Genesis of Scientific Knowledge ◦Objectivity, Subjectivity, Choice, and Chance in Scientific Research ◦Experiments: The Heart of Research ◦Testing Theories ◦Specific Results versus General Understanding ◦Science and Other Ways of Knowing, Revisited •Scale and Heterogeneity •The Structure and History of Plant Ecology •Additional Readings Water Relations and Energy Balance 3. Water Relations and Energy Balance •Adapting to Life on Land •Water Potential •The Soil-Plant-Atmosphere Continuum •Transpiration and the Control of Water Loss ◦Strategies for Coping with Different Water Availability Conditions ◦Water Use Efficiency ◦Whole-Plant Adaptations to Low Water Availability ◦Physiological Adaptations ◦Anatomical and Morphological Adaptations •The Energy Balance of Leaves ◦Radiant Energy ◦Conduction and Convection ◦Latent Heat Exchange ◦Putting It All Together: Leaf and Whole-Plant Temperature ◦Adaptations to Extreme Temperature Regimes •Summary •Additional Readings •Box 3A. Measuring Photosynthesis, Transpiration, and Water Potential •Box 3B. Why the Sky Is Blue and the Setting Sun Is Red 4. Soils, Mineral Nutrition, and Belowground Interactions •Soil Composition and Structure ◦Soil Texture ◦Soil pH ◦Horizons and Profiles ◦Origins and Classification ◦Organic Matter and the Role of Organisms •Water Movement within Soils •Plant Mineral Nutrition ◦The Stoichiometry of Nutrients ◦Nitrogen in Plants and Soils ◦Biological Nitrogen Fixation ◦Phosphorus in Soils ◦Nutrient Use Efficiency ◦Leaf Life Span and Evergreen versus Deciduous Leaves •Mycorrhizae ◦Major Groups of Mycorrhizae ◦The Role of Mycorrhizae in Plant Phosphorus Nutrition ◦Other Functions of Mycorrhizae ◦Orchids and Their Mycorrhizal Associations ◦Mutualism or Parasitism? ◦Effects of Mycorrhizae on Plant Interactions •Summary •Questions for Study and Discussion •Additional Readings •Box 4A. Symbioses and Mutualisms
 Gunrapree garden Group 
Agriculture | Research&Services
 

ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

Originality and creativity.

/

การกระตุ้นทางปัญญา

แนวคิด

            1. การกระตุ้นทางปัญญา (Intellectual Stimulation : IS) หมายถึง การที่ผู้นำมีการกระตุ้นให้ผู้ตาม ให้ตระหนัก ถึงปัญหาต่าง ๆ ในหน่วยงาน ทำให้ผู้ตามมีความต้องการหาแนวทางใหม่ๆ การแก้ปัญหาในหน่วยงาน เพื่อหา ข้อสรุปที่ดีกว่าเดิม เพื่อทำให้เกิดสิ่งใหม่และสร้างสรรค์ โดยผู้นำมีการคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ได้แก่ มีความคิด ริเริ่มสร้างสรรค์ มีกรอบแนวคิดแก้ปัญหา ใช้การคิดพิจารณาอย่างแยบยลและมีการคิดเชิงกลยุทธ์
            2. ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เป็นความสามารถที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ ซึ่งมีคุณภาพมากกว่า ความสามารถ ด้านอื่น ๆ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้บุคคลได้ ประสบความสำเร็จในการทำงานหรือ แก้ปัญหา สร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าให้เกิดแก่ตนเอง แก่หน่วยงาน และประเทศชาติ ความเจริญก้าวหน้า ทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน ที่ช่วยให้การดำรง ชีวิตของมนุษย์เป็นไปโดยสะดวก ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ของมนุษย์ทั้งสิ้น
            3. การคิดแก้ปัญหาถือว่าเป็นพื้นฐานอันสำคัญที่สุดของความคิดทั้งมวล การคิดแก้ปัญหาเป็น สิ่งสำคัญต่อ วิถีการดำเนินชีวิตของสังคมมนุษย์ ซึ่งต้องใช้การคิดเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ทักษะการคิดแก้ปัญหา เป็น ทักษะที่เกี่ยวข้องและมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต ที่วุ่นวายสับสน ได้เป็นอย่างดี ผู้ที่มีทักษะการคิดแก้ปัญหาจึงมิใช่ เป็นเพียงการรู้จักคิดและการรู้จักใช้สมอง หรือเป็นทักษะมุ่งพัฒนาสติปัญญาแค่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็น ทักษะที่สามารถพัฒนาเจตคติ วิธีคิด ค่านิยม ความรู้ ความเข้าใจสถานการณ์ของสังคมได้อีกด้วย การคิดแก้ปัญหา มีหลายวิธี ผู้แก้ปัญหาจะต้องเลือกวิธีการที่มีความเหมาะสมกับความต้องการและความสามารถของตน การแก้ปัญหา ย่อมประกอบด้วยการวิพากษ์ วิจารณ์ วิเคราะห์และสังเคราะห์
            4. การคิดแบบโยนิโสมนสิการเป็นการคิดตามหลักพุทธวิธี พุทธวิธีในการคิดของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นวิธีอันประเสริฐล้ำค่ายิ่ง เป็นวิธีการในการสร้างคนให้รู้จักคิด หรือคิดเป็น ประกอบด้วยลักษณะที่ดี 4 ประการ คือ การคิดถูกวิธี การคิดมีระเบียบ การคิดมีเหตุผล และการคิดที่มุ่งสิ่งที่เป็นกุศล กระบวนการที่ฝึกให้คนคิดดีและ ทำดีควบคู่ไปกับความรู้จริงและรู้แจ้ง เพื่อนำไปสู่ชีวิตที่ดี และมีคุณค่า แก่ตนเอง สังคม และหน่วยงาน
            5. ความคิดเชิงยุทธศาสตร์ถือว่าเป็นความคิดของผู้นำ การคิดของผู้นำเป็นการคิดครบถ้วนใน คราวเดียวกันตั้งแต่ เริ่มต้นคิดเมื่อนำไปสู่การปฏิบัติแล้วเกิดผลตามที่คิดมีองค์ประกอบ คือ การวิเคราะห์ (Analysis) ความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ (Creative Thinking) การตัดสินใจในการปฏิบัติงาน (Strategic Decision Process) และการคิดแบบ มีวิสัยทัศน์ การคิดเชิงยุทธศาสตร์เป็นการคิด เผื่อไปข้างหน้าที่ต้องการทำให้ยืนหยัด ยืนยง และยืนนำ
            6. ผู้นำกับการเสริมสร้างการกระตุ้นทางปัญญาของผู้ร่วมงาน ผู้นำควรสนใจที่จะเสริมสร้างให้ตนเอง และ ผู้ร่วมงานได้มีและใช้ความคิดในวิธีการต่าง ๆ ที่หลากหลายให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการทำงาน นับตั้งแต่การให้ความรู้ ขวัญกำลังใจ แสดงให้ผู้ร่วมงานหรือบุคลากรรู้ว่าผู้นำยอมรับในความคิด ของเขา การให้กำลังใจ ยกย่อง ชมเชย หรือให้รางวัลแก่ผู้ที่มีความคิดที่เป็นประโยชน์ต่อหน่วยงาน

วัตถุประสงค์

            หลังจากศึกษาบทนี้แล้ว ท่านสามารถบอกและอธิบายหัวข้อต่อไปนี้ได้
            1. ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
                1.1 ความหมายของความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
                1.2 ลักษณะต่าง ๆ ของความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
                1.3 ที่มาของความคิดสร้างสรรค์
                1.4 ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์กับความเจริญก้าวหน้าของหน่วยงาน
            2. การคิดแก้ปัญหา
                2.1 ความหมายของการคิดแก้ปัญหา
                2.2 สาเหตุของการฝึกการคิดแก้ปัญหา
                2.3 คุณสมบัติของนักคิดแก้ปัญหา
                2.4 ข้อคิดก่อนคิดแก้ปัญหา
                2.5 ลักษณะของกระบวนการคิดแก้ปัญหา
                2.6 กระบวนการคิดแก้ปัญหา
            3. การคิดแบบโยนิโสมนสิการ
                3.1 ความหมายของโยนิโสมนสิการ
                3.2 วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ
                3.3 การคิดแบบโยนิโสมนสิการกับการดำเนินชีวิต
            4. ความคิดเชิงยุทธศาสตร์
                4.1 ความหมายของความคิดเชิงยุทธศาสตร์
                4.2 การวิเคราะห์
                4.3 ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
                4.4 การตัดสินใจในการปฏิบัติงาน
                4.5 การคิดแบบมีวิสัยทัศน์
            5. ผู้นำกับการเสริมสร้างการกระตุ้นทางปัญญาของผู้ร่วมงาน

เนื้อหาสาระ

            1. ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
                1.1 ความหมายของความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
                1.2 ลักษณะต่าง ๆ ของความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
                1.3 ที่มาของความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
                1.4 ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์กับความเจริญก้าวหน้าของหน่วยงาน
            2. การคิดแก้ปัญหา
                2.1 ความหมายของการคิดแก้ปัญหา
                2.2 สาเหตุของการฝึกการคิดแก้ปัญหา
                2.3 คุณสมบัติของนักคิดแก้ปัญหา
                2.4 ข้อคิดก่อนคิดแก้ปัญหา
                2.5 ลักษณะของกระบวนการคิดแก้ปัญหา
                2.6 กระบวนการคิดแก้ปัญหา
            3. การคิดแบบโยนิโสมนสิการ
                3.1 ความหมายของโยนิโสมนสิการ
                3.2 วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ
                3.3 การคิดแบบโยนิโสมนสิการกับการดำเนินชีวิต
            4. ความคิดเชิงยุทธศาสตร์
                4.1 ความหมายของความคิดเชิงยุทธศาสตร์
                4.2 การวิเคราะห์
                4.3 ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
                4.4 การตัดสินใจในการปฏิบัติงาน
                4.5 การคิดแบบมีวิสัยทัศน์
            5. ผู้นำกับการเสริมสร้างการกระตุ้นทางปัญญาของผู้ร่วมงาน

ความคิดริเริ่มสร้างสรรค

            1.1 ความหมายของความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
            ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์อาจแยกออกได้เป็นสองคำ คือ ความคิดริเริ่มกับความคิดสร้างสรรค์ สำหรับความ คิดริเริ่ม คือ ความสามารถที่จะสร้างสิ่งใหม่ ๆ เป็นความคิดเริ่มแรกที่ไม่ซ้ำแบบใคร ส่วนความคิดสร้างสรรค์ คือ ความสามารถที่จะสร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นโดยอาศัยประสบการณ์ที่มีอยู่เดิม และพัฒนาขึ้นเป็นความคิดใหม่ที่ต่อ เนื่องและมีคุณค่า
            กิลฟอร์ด (Guilford อ้างถึงใน เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์, 2545 : 25) อธิบายว่า ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นลักษณะความคิดอเนกนัย (Divergent Thinking) คือ ความคิดหลายทิศทาง หลายแง่หลายมุม คิดได้กว้างไกลความคิดอเนกนัยนี้ประกอบด้วยลักษณะดังนี้
            1. ความคิดดั้งเดิม (Originality) เป็นความคิดที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำแบบใคร
            2. ความคิดฉับไว (Fluency) เป็นความคล่องในความคิดเรื่องเดียวกันที่พรั่งพรูออกมาโดยไม่ซ้ำแบบกันเลยในเวลาที่กำหนดให้ หรือในเวลาทันทีทันใด
            3. ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility) เป็นความคิดที่สามารถพลิกแพลงออกมาในหลายลักษณะ ไม่คิดแบบนี้ก็ยืดหยุ่นไปคิดอีกแบบหนึ่งก็ได้
            4. ความคิดละเอียดอ่อน (Elaboration) เป็นความคิดที่จะแตกต่างหรือหาทางควบคุมป้องกันสิ่งที่เป็นปัญหาหรืออุปสรรคที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
            1.2 ลักษณะต่าง ๆ ของความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
            เมื่อกล่าวถึงความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ อาจกล่าวถึงได้ในลักษณะต่าง ๆ กันถึง 3 ลักษณะ คือ
            1. ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในลักษณะกระบวนการ (Creative Process)
ตามลักษณะนี้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอนและเป็นระบบ
            ซึ่งเป็นกระบวนการทำงานของสมองอย่างเป็นขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้นจนสามารถแก้ปัญหาได้สำเร็จ ขั้นตอนต่าง ๆของกระบวนการทำงานของสมองมีผู้เสนอไว้หลายแบบ
            วอลลาส (Wallas อ้างถึงใน สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2550 : 18) แบ่งขั้นตอนของกระบวนการเกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ออกเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้
            1. ขั้นเตรียม (Preparation) เป็นขั้นเตรียมข้อมูลต่าง ๆ เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำหรือแนวทางที่ถูกต้องหรือข้อมูลระบุปัญหา หรือข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง
            2. ขั้นฟักตัว (Incubation) เป็นขั้นอยู่ในความวุ่นวายของข้อมูลต่าง ๆ ทั้งใหม่และเก่า สะเปะสะปะขาด
ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่สามารถจัดรูปแบบ หรือขมวดความคิดเป็นกลุ่มก้อนได้ จึงปล่อยความคิดไว้เงียบ ๆ
            3. ขั้นความคิดกระจ่างชัด (Illumination) เป็นขั้นที่ความคิดสับสนได้ผ่านการเรียบเรียงและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ให้มีความกระจ่างชัดและมองเห็นภาพพจน์ มโนทัศน์ของความคิด
            4. ขั้นพิสูจน์ (Verification) เป็นขั้นตอนที่ได้รับความคิดจากขั้นตอนทั้งสามขั้นข้างต้น เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นความคิดที่เป็นจริงและถูกต้อง
            ทอแรนซ์และแมเยอร์ (Torance and Mayer อ้างถึงใน ศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา, 2545 : 19) ได้แบ่งกระบวนการเกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ออกเป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้
            1. การพบความจริง (Fact Finding) เป็นขั้นที่เริ่มตั้งแต่เกิดความกังวล มีความสับสนวุ่นวายเกิดขึ้นในใจ
            2. การค้นพบปัญหา (Problem Finding) เป็นขั้นที่ได้พิจารณารอบคอบแล้วจึงเข้าใจและสรุปว่าความกังวลใจ ความสับสนวุ่นวายนั้นก็คือการเกิดปัญหาขึ้นนั่นเอง
            3. การตั้งสมมติฐาน (Idia Finding) เป็นขั้นที่พยายามคิดและตั้งสมมติฐานขึ้น รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ในการทดสอบสมมติฐานในขั้นต่อไป
            4. การค้นพบคำตอบ (Solution Finding) เป็นขั้นตอนการพบคำตอบที่ได้จากการทดสอบสมมติฐานในขั้นตอนที่ 3
            5. การยอมรับผลจากการค้นพบ (Acceptance Finding) เป็นการยอมรับคำตอบที่ได้จากการพิสูจน์เรียบร้อยแล้วว่า จะแก้ปัญหาสำเร็จได้อย่างไร และต่อจากจุดนี้จะนำไปสู่หนทางที่ทำให้เกิดแนวคิดหรือสิ่งใหม่ต่อไป
            2. ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในลักษณะบุคคล (Creative Person)
            ตามลักษณะนี้เป็นการมองดูบุคคลที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร หรือประกอบด้วย ลักษณะอย่างใดบ้าง ได้มีผู้เสนอไว้หลายลักษณะ เช่น
            โรเจอร์ (Roger อ้างถึงใน สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2550 : 19) กล่าวไว้ว่า บุคคลที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์จะมีลักษณะดังนี้
            1. เป็นผู้ที่เผชิญกับปัญหาต่าง ๆ โดยไม่ถอยหนี รับประสบการณ์ต่าง ๆ โดยไม่หลีกเลี่ยงหรือหลบถอย
            2. เป็นผู้ที่ทำงานเพื่อความสุขของตนเอง มิใช่เพื่อหวังการประเมินผล หรือการยกย่องจากบุคคลอื่น
            3. มีความสามารถในการคิดและประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ
            ฟรอมม์ (Fromm อ้างถึงใน เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์, 2545) กล่าวถึงลักษณะของคนที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ไว้ว่า
            1. มีความรู้สึก ประหลาดใจที่ได้พบได้เห็นสิ่งใหม่ ๆ ที่น่าทึ่งน่าประหลาดใจ สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ หรือของใหม่ ๆ
            2. มีสมาธิสูง เป็นผู้ที่สามารถให้ความสนใจหรือมีสมาธิจิตใจจดจ่ออยู่กับเรื่องหนึ่งเรื่องใดที่สนใจได้เป็นเวลานาน ๆ ไม่วอกแวก เพื่อใช้เวลานั้นไตร่ตรองหรือคิดในเรื่องที่กำลังสนใจอยู่
            3. สามารถยอมรับสิ่งต่าง ๆ ได้ ยอมรับความไม่แน่นอน หรือสิ่งที่เป็นข้อขัดแย้งและความตึงเครียด
            4. มีความเต็มใจที่จะทำในสิ่งใหม่ ๆ มีความกล้าหาญที่จะเผชิญกับสิ่งแปลกใหม่ได้ทุกวัน อนาตาสี (Anatasi อ้างถึงใน อเนก ตรีภูมิ, 2550 : 18) กล่าวถึงผู้ที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ว่า จะต้องเป็นผู้ที่มีลักษณะต่อไปนี้
            1. มีความรู้สึกไวต่อปัญหา
            2. มองเห็นการณ์ไกล
            3. มีความเป็นตัวของตัวเอง
            4. มีความสามารถในการคิดหลายแง่หลายมุม
            5. มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงความคิดอย่างคล่องแคล่ว
            การิสัน (Garison อ้างถึงใน อเนก ตรีภูมิ, 2550 : 19) กล่าวถึงลักษณะของบุคคลที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ไว้ว่า
            1. เป็นคนที่สนใจปัญหา ยอมรับการเปลี่ยนแปลง กล้าเผชิญปัญหา กระตือรือร้นที่จะแก้ปัญหาและพยายามหาทางปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ
            2. เป็นคนที่มีความสนใจกว้างขวาง ทันต่อเหตุการณ์รอบด้าน สนใจที่จะศึกษาเพิ่มเติมอยู่เสมอ ยอมรับฟังความคิดเห็นที่มีสารประโยชน์ และนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาปรับปรุงงานของตน
            3. เป็นคนที่ชอบคิดหาทางแก้ไขปัญหาไว้หลาย ๆ ทาง เตรียมทางเลือกสำหรับการแก้ปัญหาไว้มากกว่าหนึ่งเสมอเป็นการช่วยให้คล่องตัวประสบผลสำเร็จ
            4. เป็นคนที่มีสุขภาพสมบูรณ์ ร่างกายแข็งแรง สุขภาพจิตดี มีการพักผ่อนเพียงพอ เป็นคนช่างซักถามจดจำเรื่องราวได้แม่น และสามารถนำข้อมูลที่จดจำได้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ดี
            5. เป็นคนที่ยอมรับและเชื่อในบรรยากาศและสภาพแวดล้อมว่ามีผลกระทบต่อความคิดริเริ่มสร้างสรรค์จึงจัดบรรยากาศ และสถานที่ให้เหมาะสมกับการพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และขจัดสิ่งรบกวนหรืออุปสรรคออกไป
            3. ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในลักษณะผลิตผล (Creative Product)
            ตามลักษณะนี้เป็นการมองดูสิ่งที่เป็นผลิตผลจากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งรูปธรรมและนามธรรม
            นิวเวลล์ ชอว์ และซิมสัน (Newell Shaw and Simson อ้างถึงใน อเนก ตรีภูมิ, 2550 : 19) ได้กล่าวถึงหลักการพิจารณาว่าผลิตผลใดที่จะจัดเป็นผลิตผลจากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ไว้ดังนี้
            1. เป็นผลิตผลที่แปลกใหม่ มีค่าต่อผู้คิด สังคมและวัฒนธรรม
            2. เป็นผลิตผลที่ไม่เป็นไปตามปรากฏการณ์นิยม ในเชิงที่ว่ามีการคิดดัดแปลงหรือยกเลิกผลผลิต หรือ ความคิดที่เคยยอมรับกันมาก่อน
            3. เป็นผลผลิตที่เกิดขึ้นจากการได้รับการกระตุ้นอย่างสูงและมั่นคงเป็นระยะเวลายาวหรือความพยายามอย่างสูง
            1.3 ที่มาของความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
            ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นหรือมีในบุคคลนั้น เมื่อพิจารณาถึงที่มาแล้วอาจจำแนกออกได้ดังนี้
            1. ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นเพราะความจำเป็น ซึ่งแยกออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่
                1. ความจำเป็นอันเนื่องมาจากสภาวะแวดล้อม คือภาวะบางอย่างทำให้เกิดความจำเป็นที่คนจะต้องคิดหาทางแก้ปัญหาที่ได้ประสบอยู่ วิธีการแก้ปัญหามักจะคำนึงถึงสาเหตุที่เกิดของปัญหาก่อน การพิจารณาหาสาเหตุและทางแก้ปัญหาหรือหาทางป้องกันทำให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในเรื่องนั้นขึ้นได้ เช่น ฝนตกลงมาและหลังคาบ้านที่มุงด้วยจากเกิดมีรูรั่วน้ำฝนไหลลงมาถูกสิ่งของในบ้านเปียก เกิดความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขปัญหานี้ การเอาวัสดุใด ๆ เช่น แผ่นกระดาษแข็งไปแซมหลังคาแทนจากชั่วคราวเพื่อกันไม่ให้น้ำรั่วลงมา ก็นับว่าเป็นความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่แก้ไขปัญหาได้ ยิ่งกว่านั้น ถ้ามีการนำวัสดุหลาย ๆ แบบมาใช้กันน้ำฝน ก็นับว่ามีความคิดยืดหยุ่นในเรื่องนั้น ๆ ด้วย
                2. ความจำเป็นอันเนื่องมาจากคำสั่ง กฎเกณฑ์หรือระเบียบบังคับ บางครั้งคนเราก็อาจถูกบังคับให้ทำ บางสิ่งบางอย่างตามกฎเกณฑ์ที่วางไว้ ทำให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ เช่น เมื่อได้รับมอบหมายให้ทำโครงการหรือทำงานในโครงการที่มีอยู่แล้ว บุคคลก็ต้องพยายามหาวิถีทางดำเนินงานตามที่ได้รับมอบหมายมาหาวิธีการต่าง ๆทำให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้ แต่อย่างไรก็ตาม บางครั้งคนเราก็อาจอยากจะฝ่าฝืนกฎหรือระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ด้วยการพยายามหาทางเลี่ยงกฎ ฝ่าฝืนระเบียบ ก็อาจทำให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้เช่นเดียวกัน
            2. ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่เกิดจากความบังเอิญ
            บ่อยครั้งที่ความบังเอิญก่อให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์โดยที่ไม่จงใจที่จะทำ แต่เมื่อผลงานออกมามี ความแปลกใหม่ สามารถแก้ปัญหาหรือใช้ได้ดี ก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์แบบนี้ต้องอาศัยความช่างสังเกตมากกว่าปกติ จึงจะพบแนวคิดซึ่งเกิดจากความบังเอิญ เช่น คนโบราณทำเนื้อหล่นลงในกองไฟ เมื่อรีบหยิบออกมากินก่อนที่จะไหม้พบว่ามีรสชาติดีขึ้น ซึ่งเป็นที่มาของการปิ้ง ย่างเนื้อให้สุกก่อนรับประทานในทุกวันนี้
            3. ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่เกิดจากความจงใจหรือตั้งใจ
ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์แบบนี้นับว่าเป็นความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่แท้จริง การที่มนุษย์จะคิดทำอะไรก็ต้อง มีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ จนเกิดแนวคิดในการทำสิ่งนั้น ๆ ขึ้นเพื่อสร้างสรรค์สังคม ความคิดนี้เป็นความคิดที่เสรี คนที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มักเป็นคนที่ชอบคิดชอบทำอยู่แล้ว เมื่อสังเกตเห็นสิ่งใดหรือประทับใจในสิ่งใด ก็อยากจะทำงานหรือคิดอะไรขึ้นมา แต่อย่างไรก็ตาม ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์แบบนี้บางครั้งก็ไม่ได้สมหวังเสมอไปเพราะถ้าไม่มีการยอมรับ บุคคลที่ประเมินก็จะตีค่าความคิดนั้นไปในทางตรงกันข้ามได้ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์จึงอาจเป็นความคิดที่ดีในคนกลุ่มหนึ่ง ในขณะเดียวกันอาจจะไม่ดี ไม่เหมาะสมในอีกกลุ่มหนึ่งก็ได้
            1.4 ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์กับความเจริญก้าวหน้าของหน่วยงาน
            ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่มีคุณค่ายิ่งต่อหน่วยงาน กลุ่มงานใดที่มีบุคลากรที่มีคุณสมบัติพิเศษนี้ มาก ๆ ก็จะเป็นหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ เนื่องจากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์นอกจากจะช่วยให้สามารถแก้ปัญหาหรือแนวทางการทำงานให้ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายแล้วยังก่อให้เกิดสิ่งต่อไปนี้ คือ
            1. ช่วยส่งเสริมบรรยากาศที่ดีในหน่วยงาน
            2. สนองความต้องการของบุคลากรในหน่วยงานที่ความคิดของตนได้รับการยอมรับนำไปปฏิบัติ
            3. ช่วยลดความขัดแย้งในหน่วยงาน
            4. ช่วยพัฒนาคุณภาพของบุคลากรในหน่วยงาน
            5. ช่วยให้บุคลากรยอมรับลักษณะการบริหารของผู้นำมากขึ้น

การคิดแก้ปัญหา

            2.1 ความหมายของการคิดแก้ปัญหา
            การคิดแก้ปัญหา หมายถึง ความสามารถทางสมองในการขจัดสภาวะความไม่สมดุลที่เกิดขึ้น โดยพยายาม ปรับตัวเองและสิ่งแวดล้อมให้ผสมกลมกลืนกลับเข้าสู่สภาวะสมดุลหรือสภาวะที่เราคาดหวัง
            ในชีวิตประจำวันของคนเรานั้นมักจะพบปัญหาต่าง ๆ มากมาย เช่น ปัญหาส่วนตัว ปัญหาเกี่ยวกับการทำงานปัญหาทางสังคม เป็นต้น ผู้คิดแก้ปัญหาจะต้องศึกษาถึงสาเหตุที่มาของปัญหา ซึ่งจะมีลักษณะแตกต่างกัน และจะพยายามคิดค้นหาวิธีการที่เหมาะสมที่สุดเพื่อจะแก้ไข การคิดหาวิธีการอาจได้มาโดยการศึกษาหาความรู้จากแหล่งต่าง ๆ การขอคำปรึกษาจากผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนั้นมาก่อน แล้วจึงตัดสินใจเลือกวิธีที่ดีที่สุดในการตัดสินใจนั้น ไม่ว่าเรื่องเล็กน้อยหรือเรื่องใหญ่ ที่อาจทำให้วิถีชีวิตต้องเปลี่ยนไป บ่อยครั้งเราอาจมีคำตอบ มากกว่าหนึ่ง ซึ่งมักเกิดจากการเปลี่ยนรูปแบบในการคิดของตนเอง การฝึกฝนวิธีคิดแก้ปัญหานั้นจะเกิดขึ้นตั้งแต่ ช่วงแรกของชีวิต จึงทำให้สามารถที่จะเห็นทางเลือกต่าง ๆ ได้ และจะทวีความยากมากขึ้นเมื่อเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นไป รวมทั้งลักษณะนิสัยส่วนบุคคลก็มีส่วนสัมพันธ์กับรูปแบบทางความคิดที่จะทำให้เราพบทางเลือกใหม่และวิธีการแก้ปัญหาที่ต่างออกไปจากเดิม
            2.2 สาเหตุของการฝึกการคิดแก้ปัญหา
            การคิดแก้ปัญหา ถือว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการคิดทั้งมวล การคิดแก้ปัญหาเป็นสิ่งสำคัญต่อวิถีการดำเนินชีวิตในสังคมของมนุษย์ ซึ่งจะต้องใช้การคิดเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ทักษะการคิดแก้ปัญหาเป็นทักษะที่เกี่ยวข้องและมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตที่วุ่นวายสับสนได้เป็นอย่างดี ผู้ที่มีทักษะการคิดแก้ปัญหาจะสามารถเผชิญกับภาวะสังคมที่เคร่งเครียดได้อย่างเข้มแข็ง ทักษะการแก้ปัญหาจึงมิใช่เป็นเพียงการรู้จักคิดและรู้จักการใช้สมองหรือเป็นทักษะที่มุ่งพัฒนาสติปัญญาแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นทักษะที่สามารถพัฒนาทัศนคติ วิธีคิด ค่านิยมความรู้ ความเข้าใจในสภาพการณ์ของสังคมได้ดีอีกด้วย (Eberle and Slanish, 1996 อ้างถึงใน สุวิทย์ มูลคำ,2547 : 15)
            2.3 คุณสมบัติของนักคิดแก้ปัญหา
            ทุกคนสามารถพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาได้ทั้งโดยตนเองและรับการฝึกฝนจากผู้อื่น นักคิด แก้ปัญหาจึงควรมีคุณสมบัติ ดังนี้
            1. รู้จักคิดอย่างมีเหตุผล
            2. ตั้งใจค้นหาความจริง
            3. กระตือรือร้น
            4. ใฝ่รู้ใฝ่เรียน สนใจสิ่งรอบด้าน
            5. เปิดใจรับความคิดใหม่
            6. มีมนุษยสัมพันธ์
            7. มีคุณลักษณะความเป็นผู้นำ
            8. กล้าหาญ กล้าเผชิญความจริง
            9. มีความคิดหลากหลายและคิดยืดหยุ่น
            10. มั่นใจในตนเอง
            11. มีความคิดสร้างสรรค์
            12. ความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์
            13. ใจเย็น สุขุม รอบคอบ
                    ฯลฯ
            2.4 ข้อคิดก่อนคิดแก้ปัญหา
            การหาแนวทางแก้ปัญหาหรือวิธีการแก้ปัญหาใด ๆ นั้น นักคิดแก้ปัญหาควรระมัดระวังและไม่ควรปฏิบัติในประเด็นต่อไปนี้
            1. การระบุปัญหาไม่ถูกต้อง ว่าเป็นปัญหาจริงหรือลวงทำให้แก้ไขไม่ถูกจุด ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้รับการแก้ไขจะยิ่งสร้างความสับสนและบั่นทอนจิตใจของผู้แก้ปัญหาไปเรื่อย ๆ การระบุปัญหาต้องชัดเจน รวมทั้งไม่ควรด่วนสรุปลงความเห็นเร็วเกินไป เพราะปัญหาเดียวกัน สาเหตุอาจจะต่างกันก็ได้
            2. ขอบเขตของปัญหากว้างเกินไป ปัญหาบางอย่างเป็นปัญหาที่ใหญ่เกินไป เกี่ยวข้องกับคนและหน่วยงาน มากมาย มีกระบวนการหลายอย่าง หากพยายามจะแก้ไขคนเดียวหรือในคราวเดียวกันให้เสร็จสิ้นคงเป็นไปได้ยาก
            3. กำหนดวิธีการแก้ปัญหาก่อนที่จะวิเคราะห์ปัญหาอย่างจริงจัง บางครั้งการอยู่ในสภาวะคับขัน ทำให้มุ่งเร่งหาคำตอบมากกว่าจะพิจารณาอย่างถ่องแท้ว่ามันเป็นคำตอบที่ถูกต้องหรือไม่ และสามารถที่จะแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่
            4. ลืมคนที่ใกล้ชิดปัญหามากที่สุด คนที่อยู่ใกล้ชิดกับงานที่สุดจะรู้ดีที่สุดว่าปัญหาคืออะไร และควรคิดแก้ปัญหาอย่างไร ดังนั้น ควรเปิดโอกาสให้เขามีส่วนร่วมในการตัดสินแก้ปัญหาด้วย อาจจะทำให้การคิดแก้ปัญหานั้นสำเร็จลุล่วงด้วยดีและรวดเร็ว
            5. ปัญหานั้นเกินกำลังความสามารถของตนเอง หากมองเห็นว่าปัญหานั้นตนเองไม่สามารถคิดแก้ปัญหาได้คนเดียว ควรคิดหาวิธีให้บุคคลอื่นที่เหมาะสมร่วมคิดแก้ปัญหาด้วย
            6. ไม่คิดแบบใหม่ใช้แต่วิธีการเดิม การคิดแก้ปัญหานั้นจำเป็นที่จะต้องนำกระบวนการคิดวิเคราะห์และ คิดสร้างสรรค์เข้ามาช่วย ดังนั้น จึงจำเป็นที่ต้องคิดหาวิธีการใหม่ ๆ เข้ามาช่วยในการคิดแก้ปัญหา
            7. ขาดเกณฑ์ที่ดีในการตัดสินใจ การคิดแก้ปัญหาบางครั้งเราก็อาจจะใช้เหตุผลหรือเกณฑ์การพิจารณาที่ ไม่เหมาะสม เช่น เลือกทำเพราะต้นทุนต่ำ ทำง่าย แต่ไม่ได้คำนึงถึงคุณภาพ ความปลอดภัย ความพึงพอใจของลูกค้าเป็นต้น
            8. ข้อมูลน้อยเกินไป ควรพยายามหาข้อมูลให้มากที่สุด ไม่ควรยุติการหาสาเหตุหรือทางเลือกเมื่อคิดค้นได้ เพียงจำนวนหนึ่ง ทั้งนี้ เพราะในระยะแรกสาเหตุและทางเลือกที่พบมักเป็นสิ่งที่ทุกคนค้นพบมองเห็นได้ง่ายแต่มิใช่สาเหตุหรือทางเลือกที่แท้จริง ทั้งนี้ เพราะสาเหตุและทางเลือกที่แท้จริงมักจะซ่อนเร้น มิฉะนั้นปัญหาคงได้รับการแก้ไขเรียบร้อยไปแล้ว
            9. หลงประสบการณ์ บุคคลผู้สูงอายุมีประสบการณ์มากเพราะทำงานมานาน มักมีอิทธิพลอ้างประสบการณ์ข่มขู่หรือกล่าวอ้างผู้อื่น ทำให้ผู้มีความคิดสร้างสรรค์อาจชะงักงันไม่กล้าโต้แย้ง และถ้ามีคนประเภทนี้มาก การระบุสาเหตุและทางเลือกจะเป็นสิ่งที่มาจากประสบการณ์เดิมทั้งสิ้น
            10. หลงวิชาการ บุคคลที่มีความรู้มาก แต่ขาดประสบการณ์เพราะอายุน้อยก็จะอ้างหลักวิชาการข่มหรือกล่าวอ้างผู้อื่นตลอดเวลา เป็นเหตุให้ผู้ด้อยกว่าไม่กล้าเสนอข้อคิดเห็น ฉะนั้นทั้งสาเหตุและทางเลือกจึงเน้นเฉพาะเชิงวิชาการบางครั้งอาจไม่สามารถนำมาประยุกต์กับความจริงได้เพราะมิได้มองที่ความเป็นไปได้
            11. ใช้อารมณ์ไม่ใช้เหตุผล ในการวิเคราะห์ข้อมูลให้ใช้เหตุผลมิใช่อารมณ์ หรือยึดถือความคิดเห็นส่วนบุคคลเป็นสำคัญ เพราะแต่ละคนจะมีทัศนะหรือมองเห็นความสำคัญไม่เหมือนกันแม้ว่าจะเป็นเหตุการณ์เดียวกัน ดังนั้นควรรับฟังเหตุผลของผู้อื่นประกอบการตัดสินใจแก้ปัญหา
            12. ขาดการประเมินผล โดยปกติเราจะคิดว่าการคิดแก้ปัญหาคือการคิดหาทางออกที่ดีได้ก็ถือว่าสำเร็จแล้ว แต่ความสำเร็จที่แท้จริงนั้นจำเป็นจะต้องมีการลงมือปฏิบัติ กำกับติดตามและประเมินผล การประเมินผลจะทำให้เราทราบว่าแนวทางการคิดแก้ปัญหานั้นใช้แนวทางที่ดีที่สุดหรือไม่ ยังมีแนวทางอื่น ๆ ที่ดีกว่านี้หรือไม่ ดังนั้น กระบวนการคิดแก้ปัญหาจึงจำเป็นที่จะต้องมีการประเมินผลด้วย
            2.5 ลักษณะของกระบวนการคิดแก้ปัญหา
            ลักษณะของกระบวนการคิดแก้ปัญหามีดังนี้
            1. การแก้ปัญหาต้องเป็นการกระทำที่มีจุดมุ่งหมาย การกระทำที่ขาดจุดมุ่งหมายไม่นับว่าเป็นการแก้ปัญหา
            2. การแก้ปัญหามีวิธีการหลายวิธี ผู้แก้ปัญหาจะต้องเลือกวิธีที่มีความเหมาะสมกับความต้องการและ ความสามารถของตน
            3. วิธีแก้ปัญหาแต่ละปัญหาอาจจะใช้วิธีการที่แตกต่างกัน จะขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ปัจจัยหรือบริบทที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น ๆ
            4. การแก้ปัญหาจะต้องอาศัยความรู้แจ้งเห็นจริง คือ ในการแก้ปัญหาแต่ละครั้งนั้น จะต้องศึกษาปัญหาให้ เข้าใจถ่องแท้เสียก่อนจึงจะสามารถแก้ปัญหานั้นได้
            5. การแก้ปัญหาเป็นการสร้างสรรค์ คือ เมื่อแก้ปัญหานั้นได้สำเร็จจะต้องได้ความรู้ใหม่เกิดขึ้นและผู้แก้ต้องมีสติปัญญางอกงามขึ้นด้วย
            6. ปัญหาที่นำมาแก้ต้องไม่เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ เพราะกิจกรรมที่เกิดขึ้นเป็นประจำนั้นไม่ถือว่าเป็นปัญหา
            7. กระบวนการที่ทำไปโดยไม่มีแบบแผน ไม่ถือว่าเป็นกระบวนการแก้ปัญหา
            8. กิจกรรมที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหาเดิมไม่ได้ ไม่ถือว่าเป็นกระบวนการแก้ปัญหา
            9. กิจกรรมที่ทำไปเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา ไม่ถือว่าเป็นกระบวนการแก้ปัญหา
            10. การแก้ปัญหาย่อมประกอบด้วยการวิพากษ์ วิจารณ์ วิเคราะห์และสังเคราะห์ (สุวิทย์ มูลคำ อ้างถึงใน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2544)
            2.6 กระบวนการคิดแก้ปัญหา
            จากการศึกษากระบวนการคิดแก้ปัญหาของนักการศึกษาทั้งในและต่างประเทศสามารถสรุปขั้นตอนการคิดแก้ปัญหาเป็น 6 ขั้นตอน ดังนี้
            ขั้นที่ 1 กำหนดปัญหา เป็นการทบทวนปัญหาที่พบเพื่อทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ในประเด็นต่าง ๆ รวมทั้งการกำหนดขอบเขตของปัญหา
            ขั้นที่ 2 ตั้งสมมติฐานหรือหาสาเหตุของปัญหา เป็นการคาดคะเนคำตอบของปัญหาโดยใช้ความรู้และ ประสบการณ์ช่วยในการคาดคะเน รวมทั้งการพิจารณาสาเหตุของปัญหาว่ามาจากสาเหตุอะไร หรือจะมีวิธีการแก้ปัญหาได้โดยวิธีใดบ้าง ซึ่งควรจะตั้งสมมติฐานไว้หลาย ๆ อย่าง
            ขั้นที่ 3 วางแผนแก้ปัญหา เป็นการคิดหาวิธีการ เทคนิค เพื่อแก้ปัญหาและกำหนดขั้นตอนย่อยของการแก้ปัญหาไว้อย่างเหมาะสม
         ขั้นที่ 4 เก็บรวบรวมข้อมูล เป็นการค้นคว้าหาความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ตามแผนที่วางไว้ ซึ่งขั้นนี้จะเป็น ขั้นของการทดลองและลงมือแก้ปัญหาด้วย
            ขั้นที่ 5 วิเคราะห์ข้อมูลและทดสอบสมมติฐาน เป็นการนำข้อมูลที่รวบรวมได้มาทำการวิเคราะห์ วินิจฉัยว่ามีความถูกต้อง เที่ยงตรงและเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด และทดสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้
            ขั้นที่ 6 สรุปผล เป็นการประเมินผลวิธีการแก้ปัญหาหรือการตัดสินใจเลือกวิธีแก้ปัญหาที่ได้ผลดีที่สุด โดยอาจสรุปในรูปของหลักการที่จะนำไปอธิบายเป็นคำตอบตลอดจนนำความรู้ไปใช้


            3.1 ความหมายของโยนิโสมนสิการ
            โยนิโสมนสิการ มาจากคำว่า โยนิโส กับ มนสิการ แปลความได้ว่า การทำในใจโดยแยบคาย กระทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย การพิจารณาโดยแยบคาย คือ พิจารณาเพื่อเข้าถึงความจริงโดยสืบค้นหาเหตุผลไปตามลำดับจนถึงต้นเหตุ แยกแยะองค์ประกอบจนมองเห็นตัวสภาวะและความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัยหรือตริตรองให้รู้จักสิ่งที่ดีที่ชั่ว ยังกุศลธรรมให้เกิดขึ้นโดยอุบายที่ชอบ ซึ่งจะมิใช่เกิดอวิชชาและตัณหา ความรู้จักคิด คิดถูกวิธี ประกอบด้วยลักษณะของการคิด 4 ประการ คือ
            1. อุบายมนสิการ คือ ลักษณะการคิดแบบวิเคราะห์กระบวนการหรือความเป็นไปของสิ่งต่าง ๆ เป็นความคิดที่ช่วยให้เข้าถึงรากเหง้าหรือแก่นแท้ของความคิดจริง ๆ นั้น
            2. ปถมนสิการ คือ ลักษณะการคิดเป็นทาง หรือคิดถูกทาง มีลำดับขั้นตอนเป็นเหตุเป็นผลเป็นระเบียบ ไม่วกวน หรืออีกนัยหนึ่ง ปถมนสิการ หมายถึง การคิดได้หลายทางหรือหลายแง่มุม ลักษณะการคิดแบบ ปถมนสิการ เป็นความคิดซึ่งหมู่นักปราชญ์ใช้กันทั่วโลกแต่อาจไม่ครบถ้วนทุกข้อ ผลของความคิดจึงดีแต่ยังไม่สมบูรณ์
            3. การณมนสิการ คือ ลักษณะการคิดสืบสาวหาเหตุผล จนเห็นความสัมพันธ์ของเหตุและผลโดยสมบูรณ์ หรือเมื่อเห็นปัญหาและเหตุของปัญหาก็พิจารณาสืบไปว่าจะทำให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง
            4. อุปปาทกมนสิการ คือ ลักษณะการคิดมุ่งกุศล หรือคิดเฉพาะสิ่งที่ดีมุ่งแต่ความดีตัดขาดจากสิ่งชั่วร้าย หรือไร้สาระ มุ่งทำให้สิ่งที่จะไม่ก่อทุกข์แก่ตนและผู้อื่น มุ่งทำสิ่งที่ทำให้ตนและผู้อื่นมีความสุขที่แท้จริง ผลของความคิดก่อให้เกิดปัญหาจึงเป็นความคิดที่ดีและสมบูรณ์
            ลักษณะการคิดทั้ง 4 ประการ มีความสัมพันธ์กัน เป็นการคิดที่ทำให้เกิดปัญหา เห็นลักษณะและความเป็นไปของสิ่งต่าง ๆ อย่างละเอียดถูกต้อง เมื่อปัญญาเกิดขึ้นแล้ว ก็สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม การฝึกความคิดเช่นนี้เป็นประจำ นอกจากจะทำให้เกิดปัญญาในการแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องเหมาะสมแล้ว ยังทำให้ปัญญาของผู้นั้นเจริญงอกงามขึ้น ตามความหมั่นเพียรฝึกฝนของบุคคลนั้น (กรมสามัญศึกษา, 2545)
            3.2 วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ
            วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ คือ วิธีคิด 10 ประการ ดังต่อไปนี้
            1. วิธีคิดแบบสืบสาวหาเหตุผล คือ เมื่อเห็นผลหรือเห็นปัญหาก็สืบหาเหตุ ได้เหตุแล้วก็สืบหาเหตุก่อนหน้านั้นจนเห็นความสัมพันธ์ของเหตุและผลโดยสมบูรณ์ หรือเมื่อเห็นปัญหาและเหตุของปัญหาก็พิจารณาสืบไปว่าจะทำให้เกิดประโยชน์ขึ้นบ้าง ดังนี้เป็นต้น
            2. วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ คือ มุ่งพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ให้ตรงตามสภาพเป็นจริงจึงต้องรู้รายละเอียดว่า เรื่องนั้น ๆ มีองค์ประกอบย่อยอะไรบ้าง ประกอบกันขึ้นอย่างไร เช่น แยกแยะร่างกายออกเป็นระบบต่าง ๆ ว่ามีระบบหายใจ ระบบการไหลเวียนของโลหิต ระบบเนื้อเยื่อ เป็นต้น จนทำให้เราเข้าใจร่างกายมนุษย์ตามสภาพที่เป็นจริง
            3. วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์หรือไตรลักษณ์ คือ การคิดแบบวิเคราะห์กระบวนการหรือความเป็นไปของชีวิต เช่น การวิเคราะห์ลักษณะของสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ ได้แก่
                ทุกข์ ความไม่อาจคงสภาพอยู่อย่างเดิมได้
                อนิจจัง ความเปลี่ยนแปลง ความไม่คงที่
                อนัตตา ความไม่เป็นตัวตน ไม่ใช่ตัวตน
            4. วิธีคิดแบบอริยสัจ/คิดแบบแก้ปัญหา คือ การคิดแบบสืบสาวจากผลไปหาเหตุแล้ว หาวิธีการแก้ไขที่เหตุ เป็นการคิดที่มีหลักการสำคัญโดยเริ่มต้นจากปัญหา ทำความเข้าใจกับปัญหาให้ชัดเจน แล้วสืบค้นหาสาเหตุเพื่อเตรียมแก้ไข ในเวลาเดียวกันก็กำหนดเป้าหมายให้แน่ชัด พร้อมกันนั้นจึงคิดวิธีปฏิบัติที่จะกำจัดสาเหตุของปัญหาและดำเนินการแก้ไขปัญหาตามแนวทางที่วางไว้ วิธีคิดแบบอริยสัจประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธและมรรค เป็นวิธีคิดที่ใช้แก้ปัญหาซึ่งตรงตามกระบวนการแก้ปัญหาตามหลักวิทยาศาสตร์
            5. วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ คือ การคิดตามหลักการและความมุ่งหมาย เป็นการคิดแบบหาความ สัมพันธ์ระหว่างหลักการกับความมุ่งหมาย วิธีใช้ เมื่อวิเคราะห์จนรู้สภาพจริงของปัญหาหรือธรรมชาติของสิ่งต่าง ๆ แล้วก็พิจารณาว่า เรามีจุดมุ่งหมายอย่างไร หลักการใดจะให้สัมฤทธิผลตามจุดมุ่งหมายนั้น วิธีคิดเช่นนี้นำไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้องที่เรียกว่า ธรรมานุธรรมปฏิบัติ
            6. วิธีคิดแบบเห็นคุณโทษและทางออก คือ การคิดที่มองตามความเป็นจริง เน้นการยอมรับความจริงตามที่สิ่งนั้น ๆ เป็นอยู่ทุกแง่มุม เพื่อให้รู้คุณโทษ ข้อดีข้อเสียทุกด้านแล้วจึงคิดหาทางออกของปัญหาว่ามีอยู่จริงหรือเป็นไปได้อย่างไร เลือกทางออกที่ดีที่สุดของปัญหาในกรณีนั้น ๆ แล้วจึงนำไปปฏิบัติ วิธีคิดดังกล่าวจึงเป็นวิธีคิดที่ต่อเนื่องกับการปฏิบัติมากใช้ได้กับเรื่องทั่วไป จึงเป็นการคิดมองตามความเป็นจริงเพื่อหาทางออก คือ การปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องที่สุด
            7. วิธีคิดแบบรู้คุณค่าแท้–คุณค่าเทียม คือ การคิดที่สกัดหรือบรรเทาตัณหาของมนุษย์ ซึ่งจะใช้มากในชีวิตประจำวัน เพราะเกี่ยวข้องกับการบริโภคใช้สอย ปัจจัย 4 และวัสดุอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่าง ๆ มีหลักการคิดที่สำคัญ คือ ในเวลาที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ต้องพิจารณาด้วย “สติ” และ “ปัญญา” แยกแยะให้ได้ว่า สิ่งนั้น ๆ มี “คุณค่าแท้” หรือ “คุณค่าเทียม” ทั้งนี้เพื่อที่จะได้เลือกเสพคุณค่าที่แท้จริง
            8. วิธีคิดแบบเร้าคุณธรรม ใช้หลักการที่ว่า
         “บุคคลเมื่อประสบอารมณ์หรือรับรู้สิ่งใดก็ตาม แม้เป็นของอย่างเดียวกัน แต่การมองเห็นและนึกคิดอาจปรุงแต่งไปคนละอย่างตามโครงสร้างของจิตใจ”
            จากหลักการดังกล่าวจึงทำให้เกิดการมองเห็นและความนึกคิด 2 ลักษณะ คือ ในทางที่ดีงามและประโยชน์ เรียกว่า “กุศล” และในทางที่ไม่ดีงามเป็นโทษ เรียกว่า “อกุศล” ดังนั้นการเริ่มต้นและชักนำความคิดไปสู่ความเป็นกุศลย่อมเป็นสิ่งเริ่มต้นของกระบวนการคิดที่ดีงาม วิธีคิดแบบเร้าคุณธรรมหรือเร้ากุศล เป็นวิธีที่เปิดกว้างที่สุด เพราะสามารถนำไปปรับประยุกต์เป็นแบบต่าง ๆ ได้เพิ่มมากขึ้นตามความเหมาะสม
            9. วิธีคิดแบบอยู่กับปัจจุบัน คือ การคิดในแนวทางของความรู้ หรือคิดด้วยอำนาจของปัญญาโดยไม่ตกอยู่ในอำนาจของอารมณ์ วิธีคิดแบบนี้เป็นการมองอีกด้านหนึ่งของการคิดแบบอื่น ๆ หรือคลุมวิธีคิดที่กล่าวมาทั้งหมดความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีคิดแบบนี้ คือ “ความหมายของการเป็นอยู่ในปัจจุบัน หรือมีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์” นั่นคือการไม่อาลัยอาวรณ์ถึงสิ่งที่ผ่านไปแล้วหรือฟุ้งซ่านไปกับอารมณ์ที่ชอบใจหรือไม่ชอบใจ สรุปง่าย ๆ ก็คือ ถือความเป็นปัจจุบันโดยกำหนดที่ “สัมมาสติ” เป็นสำคัญ
            10. วิธีคิดแบบวิภัชชวาท คำว่า “วิภัชชวาท” ไม่ใช่วิธีคิดโดยตรงแต่เป็นวิธีพูดเป็นกรรมใกล้ชิดกันที่สุด เพราะสิ่งที่พูดล้วนมาจากความคิดทั้งสิ้น คำว่า “วิภัชชวาท” ถือเป็นคำสำคัญคำหนึ่งที่ใช้แสดงระบบความคิดที่เป็นแบบของพระพุทธศาสนา
                วิภัชชวาท มาจาก วิภัชช + วาท
                วิภัชชะ แปลว่า แยกแยะ แบ่งออก จำแนกหรือแจกแจง ซึ่งใกล้เคียงกับคำว่า “วิเคราะห์”
                วาท แปลว่า การกล่าว การพูด การแสดง คำสอน
                วิภัชชวาท แปลว่า การพูด แยกแยะ พูดจำแนก หรือพูดแจกแจง
            ลักษณะสำคัญของความคิดและการพูดแบบนี้ คือ การมองและแสดงความจริง โดยแยกแยะออกให้เห็นแต่ละด้านครบทุกแง่มุม
            3.3 การคิดแบบโยนิโสมนสิการกับการดำเนินชีวิต
            กระบวนการฝึกคนให้เป็นคน “คิดดี” และ “ทำดี” ควบคู่ไปกับ “ความรู้จริง” และ “รู้แจ้ง” เพื่อนำไปสู่ชีวิตที่ดีและมีคุณค่านั้นเกิดจากการฝึกฝนพัฒนาตนด้วยการศึกษาทั้งวิชาการควบคู่กับหลักธรรมเพื่อนำไปสู่สัมมาทิฐิอันนำไปสู่การดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ซึ่งการดำเนินชีวิตดังกล่าวมีขั้นตอนดังแผนภูมิต่อไปนี้ (สุวิทย์ มูลคำ, 2549 : 60)

ความคิดเชิงยุทธศาสตร์

            4.1 ความหมายของความคิดเชิงยุทธศาสตร์
            ความคิดเชิงยุทธศาสตร์เป็นความคิดของผู้นำ การคิดของผู้นำเป็นการคิดครบถ้วนในคราวเดียวตั้งแต่เริ่มต้นคิดเมื่อนำไปสู่การปฏิบัติแล้วเกิดผลตามที่คิด ฮัสเส (Hussey อ้างถึงใน ประเวศน์ มหารัตน์สกุล, 2549) บอกว่า ความคิดของผู้นำมีองค์ประกอบดังนี้ การวิเคราะห์ (Analysis) ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (Creative Thinking)การตัดสินใจในการปฏิบัติงาน (Strategic Decision Process) และการคิดแบบมีวิสัยทัศน์
            4.2 การวิเคราะห์
            การวิเคราะห์ หมายถึง การจำแนกแยกแยะออกมาพินิจพิจารณา โดยต้องวิเคราะห์ในประเด็นต่อไปนี้
            1. ข้อมูลพื้นฐาน มีผู้เสนอวิธีวิเคราะห์มีหลายวิธี เช่น วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานทั้งหมด (Portfolio) โดยดู แนวโน้มของข้อมูลในอดีต ศึกษาโครงสร้างของหน่วยงานและการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมบริบทต่าง ๆ หรือสภาพปัจจุบันและปัญหาของโรงเรียน
            2. ประเมินทางเลือก ในการบริหารจัดการอาจมีหลายวิธี ทางเลือกที่แต่ละคนคิดและเสนอมีทั้งทางเลือกที่ดีและไม่ดีในสายตาแต่ละคน ลำดับต่อมาเป็นหน้าที่ที่จะต้องวิเคราะห์ ถ้าผลลัพธ์หรือประโยชน์ที่หน่วยงานโรงเรียนหรือนักเรียนจะได้รับ
            3. การพัฒนาทางเลือก การพัฒนาทางเลือกที่มีความเป็นไปได้เพื่อให้เป็นแผนกลยุทธ์ การเลือกทางเลือกที่ ผ่านการวิเคราะห์อย่างรอบด้านและรอบคอบแล้วจะทำให้เกิดความแตกต่างและนำไปสู่การวิเคราะห์ทุกขั้นตอน อย่างละเอียด โดยจะมีการจัดระเบียบรายละเอียดเป็นลำดับขั้นตอน
            4. การประเมินผลกระทบ การประเมินผลกระทบที่เกิดจากแผนกลยุทธ์ที่นำไปปฏิบัติ เช่น การทำกิจกรรม บางอย่างอาจมีผลกระทบต่อชุมชน เช่น การใช้เสียงดังเกินควรทำให้ชุมชนเดือดร้อน หรือบางกิจกรรมนักเรียนไม่สนใจไม่เข้าร่วมกิจกรรม วิเคราะห์ข้อดีข้อเสียที่คาดว่าจะเกิดขึ้น กำหนดวิธีการติดตามและควบคุมงานหรือกิจกรรมที่สำคัญ
            การวิเคราะห์ดังกล่าวข้างต้น อาจถือว่าเป็นการวิเคราะห์กระบวนการที่มีความสำคัญต่อการกำหนดวิสัยทัศน์ของหน่วยงานหรือโรงเรียน แม้ว่าจะอาศัยข้อมูลรายละเอียดจากกระบวนการปฏิบัติงาน/สิ่งที่พึงระวังคือการวิเคราะห์กระบวนการแล้วนำไปกำหนดวัตถุประสงค์ อาจทำให้หน่วยงานไม่ก้าวหน้า ไม่มีความแตกต่างจากสภาพที่เคยเป็นมาและเป็นอยู่ อย่างไรก็ดี ข้อดีของการวิเคราะห์กระบวนการจะช่วยทำให้ทราบสาเหตุได้เป็นอย่างดี
            4.3 ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
            ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เป็นเรื่องความสามารถของแต่ละคน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าเป็นความคิดวิเคราะห์ที่ไม่เหมือนใคร หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่ากลยุทธ์ความคิดสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นมาก่อนความคิดวิเคราะห์ แล้วใช้ความคิดวิเคราะห์ตรวจสอบถึงความเป็นไปได้ เพื่อความชัดเจนและความเข้าใจในทุกกระบวนการ บางคนกล่าวว่าความคิดริเริ่มสร้างสรรค์คือแบบร่างของกลยุทธ์ ซึ่งเป็นเรื่องของศิลปะ (Ohmae, 1982 อ้างถึงใน ทิศนา แขมมณีและคณะ, 2544 : 22) แนวทางที่ปราศจากการคิดวิเคราะห์ไม่เรียกว่าเป็นกลยุทธ์แต่เป็นการปฏิบัติธรรมดาปกติความคิดสร้างสรรค์เป็นความสามารถในการมองเห็นความต้องการในการพัฒนาหน่วยงานให้ไปสู่คุณภาพก่อนคนอื่น ๆ รายละเอียดของความคิดสร้างสรรค์ได้กล่าวโดยละเอียดในตอนต้นแล้ว
            4.4 การตัดสินใจในการปฏิบัติงาน
            เมื่อหน่วยงานได้กำหนดวิสัยทัศน์อันเป็นภาพหมายถึงในอนาคตที่คิดว่าชัดเจนแล้ว จะมีการวิเคราะห์ข้อมูลสภาพแวดล้อม เงื่อนไขในการทำงานโดยนำเทคนิควิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน อุปสรรค และโอกาส (SWOT Analysis) แล้วสังเคราะห์ให้ได้ทางเลือกที่ดีที่สุด หมายความว่า ทางเลือกที่จะบรรลุวิสัยทัศน์นั้นอาจมีหลายทางเลือกแล้วตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด (Optimal Mean) เป็นกลยุทธ์ในการจัดการงาน การบริหารองค์การ
            การตัดสินใจในขั้นตอนนี้มีความสำคัญมากเพราะเมื่อนำไปสู่การปฏิบัติแล้วจะนำไปสู่ความคุ้มค่าหรือการใช้จ่ายงบประมาณมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับขั้นตอนนี้ หากตัดสินใจพลาดหรือบกพร่องจะนำมาซึ่งการสูญเสียและเสียหายอย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการบรรเทาความเสียหาย จึงมีมาตรการในการติดตาม ควบคุมการปฏิบัติงานเป็นช่วงเวลาว่าการปฏิบัติงานยังเป็นไปในแนวทางที่ได้ตัดสินใจไว้หรือไม่อย่างไร ถ้าเบี่ยงเบนออกจากทิศทางควรที่จะมีการปรับปรุงแก้ไขได้ทัน ไม่ควรปล่อยไปจนก้าวไปสู่ความล้มเหลว เมื่อเกิดความล้มเหลวอาจจะทำให้เกิดความเสียหายยากที่จะเยียวยาแก้ไข
            4.5 การคิดแบบมีวิสัยทัศน์
            การคิดเชิงวิสัยทัศน์จะใกล้เคียงกับการคิดแบบจินตนาการ (Imaginative Thinking) หรือที่คนไทยคุ้นเคยกับคำว่า คิดเพื่อไปข้างหน้า หรือมองการณ์ไกล องค์ประกอบที่มีส่วนช่วยในการคิดเชิงสร้างสรรค์ ได้แก่
            1) ศึกษาข้อมูลจากภาพใหญ่สู่ภาพเล็ก ที่เรียกว่า อุปมาน (Deductive Approach) หรือที่เรารู้จักกันดีคือการทำวิจัย โดยมีการสุ่มตัวอย่างมาศึกษาเพื่อเป็นตัวแทนที่จะอธิบายภาพใหญ่อาจทำให้ผู้ศึกษาถูกตรึงด้วยกรอบทฤษฎี จึงไม่กล้าคิดออกนอกกรอบทฤษฎี
            2) มีความพร้อมที่จะแข่งขัน ชอบแข่งขันบนกติกา เข้าใจเกมของการแข่งขันทั้งภายในและภายนอกหน่วยงาน
            3) คิดและตัดสินใจบนข้อมูลที่ครบถ้วนและทันสมัย
            4) ไม่เชื่อว่าปรากฏการณ์ในอนาคตจะมีลักษณะเหมือนหรือคล้ายกับเหตุการณ์ในอดีต ปกติคนส่วนใหญ่มักจะฝังใจและจดจำข้อมูลในอดีต และเมื่อพบปรากฏการณ์ใดปรากฏการณ์หนึ่งจะนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลในอดีตเมื่อเห็นว่าเหมือนหรือคล้ายกับข้อมูลในอดีตก็จะปฏิเสธทันที และด่วนสรุปโดยใช้เหตุผลในอดีตและข้อมูลในอดีต
            5) เมื่อโลกเปลี่ยนแปลง นโยบายเปลี่ยนแปลง ต้องเปลี่ยนกติกาใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ ประเด็นนี้ค่อนข้างจะขัดธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง
            6) ควรมองภาพให้ไกลถึง 10 ปี
            7) เมื่อหน่วยงานอื่น ๆ สามารถพัฒนาไปได้ดีกว่าต้องกำหนดยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ใหม่
            กรอบการคิดข้างต้นเป็นปัจจัยทำให้การคิดเพื่อไปข้างหน้าไม่ต้องถูกพันธนาการด้วยความจำข้อมูลในอดีต หรือได้ภาพหมายในอนาคตที่เจือปนด้วยปรากฏการณ์และข้อมูลในอดีต ทำให้ภาพหมายที่ได้มิได้บ่งบอกถึงอนาคตที่ยาวไกล
            การพูดถึงวิสัยทัศน์ในการบริหารงานเปรียบเสมือนกับขับรถในระยะทางไกลที่ถนนคดเคี้ยวจำเป็นต้องมีไฟสูงเพื่อที่จะได้มองเห็นทางได้ในระยะไกล มิใช่ใช้แต่ไฟต่ำ เมื่อเจอทางโค้งอาจหลุดโค้งเนื่องจากควบคุมรถไม่ทัน แต่เมื่อมีไฟสูงสามารถมองเห็นทางโค้งได้ไกลจะได้ระมัดระวังได้ทัน การบริหารองค์การหรืองานถ้ามีวิสัยทัศน์จะทำให้เห็นภัยที่จะมาถึง หรือเห็นเงาของการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้ก่อนผู้ที่ไม่มีวิสัยทัศน์ และจะได้ตั้งรับเหตุการณ์ได้ทัน
            พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้สร้างถนนราชดำเนินเมื่อร้อยกว่าปี ขณะสร้างถูกมองว่าทำไมสร้างใหญ่ขนาดนั้น ปัจจุบันปรากฏว่าถนนราชดำเนินกลายเป็นที่เชิดหน้าชูตาของไทย ถือเป็นอัจฉริยภาพของพระองค์ที่สามารถสร้างภาพหมายในอนาคตได้เป็นร้อยปี ภาษาทางการวางผังเมืองเรียกว่า การสร้างภาพทัศน์(Scenario)
            การคิดเชิงวิสัยทัศน์อธิบายอีกมุมหนึ่งคือการคิดในโลกกว้าง(Globalization) ไม่ใช่การคิดแบบท้องถิ่นนิยม(Localization) เช่น รัฐบาลคิดลงทุนในโครงการสาธารณะขนาดใหญ่โดยมีสมมติฐานว่าต้องไม่มีผลกระทบต่องบประมาณแผ่นดิน การลงทุนโครงการขนส่งมวลชน กทม. ที่เชื่อมเครือข่ายถึงชานเมือง ผลที่ได้เป็นการสร้างความสะดวกในการเดินทางของคนในเมืองหลวงและปริมณฑล ระบบขนส่งมวลชนจะทำให้การเพิ่มรถยนต์ส่วนตัวเพิ่มในสัดส่วนที่ลดลง มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้ช่วยลดปริมาณรถยนต์ส่วนตัวลงครึ่งหนึ่งในระยะสิบปี ทำให้ประหยัดการนำเข้าน้ำมันปีหนึ่ง ๆ ไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท

ผู้นำกับการเสริมสร้างการกระตุ้นทางปัญญาของผู้ร่วมงาน

            ตามที่ได้กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ถึงความสำคัญของการกระตุ้นทางปัญญาของผู้ร่วมงานและตนเองที่มีต่อ หน่วยงานและความสำเร็จของงาน ผู้นำการเปลี่ยนแปลงจึงควรที่จะให้ความสนใจที่จะได้เสริมสร้างให้ตนเองและผู้ร่วมงานได้มีและใช้ความคิดในวิธีต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการทำงานโดยวิธีการดังนี้
            1. เตรียมผู้ร่วมงานหรือบุคลากรให้มีความพร้อมในแง่ความรู้ ขวัญกำลังใจ
            2. แสดงให้ผู้ร่วมงานหรือบุคลากรในหน่วยงานรู้ว่า ผู้นำยอมรับในความคิดแบบต่าง ๆ ของเขาโดยการแจ้งให้ทราบ อาจเป็นโดยเอกสารหรือในที่ประชุม
            3. ให้ผู้ร่วมงานหรือบุคลากรในหน่วยงานมีโอกาสพบเห็นสภาพการทำงานที่มีประสิทธิภาพของหน่วยงานอื่นที่มีการทำงานคล้าย ๆ กัน
            4. กระตุ้นและเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานหรือบุคลากรได้แสดงออกซึ่งความคิด
            5. นำข้อเสนอหรือความคิดที่มีผู้เสนอมาใช้เพื่อพิจารณาอย่างเหมาะสม
            6. ให้กำลังใจ ยกย่อง ชมเชย หรือให้รางวัลแก่ผู้ที่มีความคิดที่เป็นประโยชน์ต่อหน่วยงาน

บรรณานุกรม

เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. การคิดเชิงสร้างสรรค์. กรุงเทพฯ: ซักเซสมีเดีย, 2545.

ทิศนา แขมมณี และคณะ. วิทยาการด้านการคิด. กรุงเทพฯ: เดอะมาสเตอร์กรุ๊ป แมนเนจเม้นท์, 2544.

ปกรณ์ ปรียากร. การวางแผนกลยุทธ์. กรุงเทพฯ: เสมาธรรม, 2548.

ประเวศน์ มหารัตน์สกุล. ทางเลือกการบริหาร ทางอยู่รอดขององค์กร. กรุงเทพฯ: เม็ดทรายพริ้นติ้ง, 2549.

โรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาของสหราชอาณาจักร [ออนไลน์], (ม.ป.ป.). แหล่งที่มา: http:// www.onec.go.th/publication/47072/full47072.pdf [30 พฤศจิกายน 2550]

วีระพล สุวรรณนันต์. กระบวนการตัดสินใจ. กรุงเทพฯ: ประยูรวงศ์, (ม.ป.ป.).
สามัญศึกษา, กรม. หน่วยศึกษานิเทศก์. สอนให้คิด. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ศาสนา, 2545.

สุวิทย์ มูลคำ. กลยุทธ์การสอนคิดแก้ปัญหา. กรุงเทพฯ: (ม.ป.ท.), 2547.

. กลยุทธ์การสอนคิดสร้างสรรค์. กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ์, 2547.

. ครบเครื่องเรื่องการคิด. กรุงเทพฯ: (ม.ป.ท.), 2547.

Hussey, D. Strategy and Planning: A Manager’s Guide. New York: John Wiley & Sons, 1999.

Porter, M.E. Competitive Advantage: Creating and Sustaining Superior Performance. New York:
Free Press, 1985

.คลิกที่แบบทดสอบ

ที่มา : http://www.br.ac.th/E-learning/lesson5_intro.html

อยู่ในระหว่างดำเนินการปรับปรุง
Side Menu

Side Page
  สถิติวันนี้ 26 คน
  สถิติเมื่อวาน 14 คน
  สถิติเดือนนี้
 สถิติปีนี้
 สถิติทั้งหมด
453 คน
5098 คน
30699558 คน

      


Side Page
Designed by:gunrapree garden online  Copyright (c) 2011-2117 By : admin@gunrapree.com